แบงก์ผวาหนี้เสียพุ่ง เมินธปท.ผ่อนเกณฑ์LTV

สัญญาณหนี้เสีย ยังเพิ่มตลอดมีผลธนาคารระมัด ระวังปล่อยกู้เพิ่ม ไร้ประโยชน์ หากแม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะผ่อนหลักเกณฑ์ปลดปล่อยกู้บ้าน เหตุธนาคารให้สินเชื่อสารพัดประโยชน์เพิ่มอีกอยู่แล้ว สุดท้ายธนาคารชาติ (ธนาคารแห่งประเทศไทย)ได้ผ่อนหลักเกณฑ์อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) สำหรับในการกู้ซื้อบ้านที่ราคาตํ่ากว่า 10 ล้านบาท โดยบ้านข้างหลังแรก เว้นเสียแต่กู้ได้เต็มราคาหลักประกันแล้ว ยังสามารถกู้เพิ่มได้อีก 10% เพื่อซื้อเครื่องเรือน ตกแต่ง หรือซ่อม ส่วนหลังที่ แม้ว่าจะยังคงการวางหลักประกันไว้ที่ 10% และก็ 20% แม้กระนั้นลดช่วงเวลาการคลายลงเดิม เกินและไม่เกิน ปีเหลือ ปี ในช่วงเวลาที่ราคาบ้านที่เกิน 10 ล้านบาทขึ้นไป ลดเงินดาวน์จากเดิม 20% เหลือ 10% สำหรับบ้านข้างหลังแรก พร้อมกับผ่อนผันนํ้าหนักการเสี่ยงที่สถาบันการเงินปลดปล่อยสินเชื่อที่มี LTV จาก 80% เป็น 90% สำหรับสินเชื่อมากยิ่งกว่า 10 ล้านบาท นายสิทธิพิเศษ พฤฒิกองทหาร ผู้อำนวยการอาวุโส สินค้าธุรกิจรายย่อย แบงค์ ซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชนเผยกับ ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เดี๋ยวนี้แบงค์จำนวนมากจะให้สินเชื่อสารพัดประโยชน์เพิ่มเติมอีกจากที่ LTV 100% อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในทางการปรับกฏเกณฑ์เพิ่มให้คนซื้อบ้านข้างหลังแรกกู้เพื่อซื้อเครื่องเรือน ตกแต่งหรือซ่อมได้อีก 10% ก็เลยไม่น่าจะช่วยทำให้ตลาดระบายสต๊อกอสังหาริมทรัพย์มากสักเท่าไรนัก แต่ว่าบางทีอาจจะช่วยได้ในทางการผ่อนคลายกฏเกณฑ์บ้านข้างหลังที่ แทน แต่ว่าไม่เคยรู้ปริมาณของกลุ่มนี้ว่ามีเท่าไร เพราะเหตุว่าซีไอเอ็มบีไทยย้ำรีไฟแนนซ์ซึ่งพบว่า 30% ของลูกค้ารีไฟแนนซ์มีบ้าน ข้างหลังขึ้นไป ซึ่งก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา ลูกค้ายื่นขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์น้อยเนื่องจากว่าจำต้องชำระเงินดาวน์เพิ่ม ก็เลยเลือกอยู่แบงค์เดิม

Image result for สินเชื่อ

ส่วนการลดนํ้าหนักการเสี่ยง (RiskWeight) เดี๋ยวนี้แยกเป็น ส่วน ดังเช่น LTV 90% นํ้าหนักการเสี่ยงคิดเป็น 75% หรือ 35% เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุหนทางสำหรับเพื่อการคำนวณทรัพย์สินเสี่ยงด้านเครดิตเป็น แนวทาง ซึ่งแบงค์ที่ใช้แนวทาง Standardized จะได้ประโยชน์จาก LTV ตํ่า รวมทั้งแนวทาง IRB: Internal Ratings-Based Approach ซึ่งแบงค์จำต้องตั้งสำรองมากยิ่งกว่าแนวทาง Standardized เนื่องจากเป็นแนวทางคำนวณทรัพย์สินเสี่ยงด้านเครดิตที่มีความสลับซับซ้อนสะท้อนการเสี่ยงได้ดีมากว่าแนวทาง SA แม้กระนั้นกรณีการปลดปล่อยสินเชื่อที่มี LTV ตํ่ากว่า 70% ประสิทธิภาพสินเชื่อชอบดีมากกว่าการปลดปล่อยสินเชื่อที่มี LTV 90% โดยปีต่อไปพวกเราจะไปใช้แนวทาง IRB ซึ่งเน้นย้ำประสิทธิภาพลูกหนี้ และก็ผู้กู้ที่มีความรู้และมีความเข้าใจผ่อนส่งระยะยาวมากยิ่งกว่าที่จะพิจารณาเรื่องหลักประกันภาพรวมตลาดสินเชื่อที่พักอาศัยปีนี้คงจะเท่าทุน เนื่องจากมีหลายต้นเหตุ ไม่ว่าจะเศรษฐกิจภาพรวมไม่ดี การส่งออกปรับลด เงินบาทแข็งค่า หนี้สินครอบครัวสูงและก็หนี้สินเอ็นพีแอลที่เริ่มมากขึ้น ทำให้ธนาคารเคร่งครัดสำหรับในการปลดปล่อยสินเชื่อประกอบกับผู้ประกอบกิจการชะลอแผนที่จะก่อสร้างแนวสูงในจ.กรุงเทพฯ ส่วนแนวนอนจำต้องซื้อนอกเมืองรวมทั้งยังมีปัจจัยภายนอกอีก
นายสำมิตร สกุลวิระ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ประธานสายสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารเกียรตินาคิน บอกว่า สินเชื่อที่พักอาศัยเป็นสินเชื่อมีหลักประกันที่การเสี่ยงตํ่า ทำให้แบงค์ยอมปลดปล่อยสินเชื่อ แต่ว่าในกรณีที่คนใดกันแน่ปลดปล่อยเกินจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุก็ไม่นับเป็นสินเชื่อที่อยู่ที่อาศัย (Housing Loan) ซึ่งการผ่อนคลายกฏเกณฑ์นํ้าหนักการเสี่ยงเป็น 35% จะช่วยทำให้แบงค์ใช้ทุนน้อยลง แม้กระนั้นสาระสำคัญอยู่ที่แบงค์กลัวหนี้สูญที่มีทิศทางมากขึ้นซึ่งอาจจะก่อให้แบงค์จะต้องใช้ทุนรวมทั้งกระทบต่อความรู้ความเข้าใจสำหรับเพื่อการทำเงินนายพระราชา ถลาผลเดชา หัวหน้าข้าราชการบริหาร หน่วยงานวิจัยเศรษฐกิจรวมทั้งธุรกิจ (TMB analytics) พูดว่า เดี๋ยวนี้แบงค์ในระบบมีเงินกองทุนต่อทรัพย์สินเสี่ยง 16-18% ซึ่งพอเพียงอยู่แล้ว กรณีธนาคารแห่งประเทศไทยลดนํ้าหนักการเสี่ยงเป็น 35% สำหรับบ้านราคาตํ่ากว่า 10 ล้านบาท สินเชื่อที่มี LTV 90% แม้ว่าจะประหยัดเงินกองทุนต่อทรัพย์สินเสี่ยง แต่ว่าถ้าหากนับรวมทุนเงินออมหรือหนี้สินเอ็นพีแอลที่คงจะสูงเกินระดับ 3% ในขณะที่จังหวะได้กำไรค่อนข้างจะบางแล้ว มั่นใจว่า ทุกแบงค์ยังรอบคอบดังเช่นเดิม

Related image

ธนาคารส่วนมาก จะใช้แนวทาง SA สำหรับการคำนวณนํ้าหนักการเสี่ยง ก็เลยเอื้อให้ทุกธนาคารมีภาระหน้าที่เงินกองทุนที่ลดน้อยลงและก็ได้ผลบุญจากการคลายมาตรฐานคราวนี้ แต่ว่ามั่นใจว่า ธนาคารยังครัดเคร่งปลดปล่อยสินเชื่อจากแนวทางเอ็นพีแอลที่มากขึ้น ซึ่งกรุ๊ปห้องชุดยังน่าห่วงกว่าแนวขนาน โดยแนวโน้มตลาดยังห่วยบวกเอ็นพีแอลที่เพิ่มแทบทุกกรุ๊ป ด้วยเหตุนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยผ่อนหลักเกณฑ์คราวนี้ไม่ใช่ปลดล็อกธนาคารแห่งประเทศไทยเลือกคุมสินเชื่อที่มี LTV ได้ถูกจุด ซึ่งพบว่า สินเชื่อที่มี LTV 80% ขึ้นไปโดนมาตรการกระทบทำให้สินเชื่อหดตัว มองเห็นได้จากสินเชื่อที่มี LTV 80-90% ลดจาก 7.01 แสนล้านบาทเหลือ 5.81 แสนล้านบาทหรือต่ำลง 17% ในเวลาที่สินเชื่อที่มี LTV 90-100% น้อยลง 12% จาก 9.16 แสนล้านบาท เหลือ 8.02 แสนล้านบาท ในเวลาที่เอ็นพีแอลมากขึ้นดูเหมือนจะทุกกรุ๊ปการมี LTV ออกมาเป็นการเตือนตลาด ส่วนยอดสินเชื่อที่หดตัวนั้น สำเร็จจากวัฏจักรสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ขาลและก็คุม LTV แต่ว่าเอ็นพีแอลที่เพิ่มมาจากวัฏจักรเศรษฐกิจรวมทั้งอสังหา ขอบทรัพย์สินขาลง โดยเหตุนั้นการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยส่งสัญญาณเป็นการเฝ้าระวังไม่เจ็บมากยิ่งกว่านี้